เที่ยวเมืองร้อยเอ็ด

สถานที่ท่องเที่ยวร้อยเอ็ด

หอโหวดร้อยเอ็ด

หอโหวด 101 แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด มีความสูงกว่า 101 เมตร หรือเท่ากับอาคารสูงกว่า 33 ชั้น ฐานด้านล่างกว้าง 30 เมตร ยอดโหวดกว้าง 20 เมตร รวมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 3,621 ตารางเมตร หอชมเมืองสร้างตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองร้อยเอ็ด 4.0 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชื่อ “โครงการสามเหลี่ยมการท่องเที่ยวสาเกตนคร” โดยมีการเชื่อม 3 อำเภอเข้าด้วยกัน ได้แก่ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด อำเภอธวัชบุรี และอำเภอหนองพอก หอชมเมืองหรือหอโหวด 10๑ ตั้งชื่อตามเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน “โหวด” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำจังหวัดและถูกนำมาออกแบบเป็นรูปทรงของอาคาร ภายในอาคารมี ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองต่างๆ รวมไปถึง ภัตตาคาร พิพิธภัณฑ์เมืองร้อยเอ็ด เครื่องเล่น Zip line และจุดชมวิวที่เปิดโล่ง ไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวชมความสวยงามของเมืองร้อยเอ็ดได้แบบ 360 องศา

เปิดให้บริการ

ทุกวัน

เวลา 09.00-18.00 น.

ค่าบริการ  50 บาท 

บึงพลาญชัย

          ในอดีตบึงพลาญชัย มีสภาพตื้นเขิน อำมาตย์เอกพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางศุ) ข้าหลวงจังหวัดร้อยเอ็ดเห็นว่าถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็จะหมดสภาพไป จึงได้ชักชวนชาวบ้านจากทุกอำเภอมาขุดลอกเพื่อให้มีน้ำขังอยู่ได้ตลอดปี การขุดลอกดำเนินไปทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่ 2 ปี มีชาวบ้านมาร่วมชุดลอกถึง 40,000 นับว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ควรจารึกไว้ ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นมรดกที่สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ดมาตราบเท่าทุกวันนี้ บึงพลาญชัยมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ มีเกาะอยู่กลางบึง ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะประจำจังหวัด ภายในบึงพลาญชัยมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพบูชา พระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่ สวนดอกไม้ พานรัฐธรรมนูญ สนามเด็กเล่น สวนสุขภาพ สนามบาสเก็ตบอล และพันธุ์ปลามากมายที่ประชาชนมาให้อาหาร มีบริการเรือเป็ดให้ประชาชนได้ถีบชมบรรยากาศในบึง นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลของจังหวัด เช่น งานเทศน์มหาชาติ งานมหรสพต่าง ๆ เป็นต้น

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ เทสบาลเมืองร้อยเอ็ด

ตั้งอยู่ข้างบึงพลาญชัย (ฝั่งวัดบึงพระลานชัย) เป็นอาคารก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมอีสานกลางประยุกต์ทรงไทยกึ่งประสาทหิน ที่รวบรวมแสดงพันธุ์ปลาจากแม่น้ำโขง แม่น้ำชี แม่น้ำมูล และปลาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีหลากหลายชนิด บางชนิดใกล้สูญพันธุ์ หรือเป็นพันธุ์ที่หายาก ภายในตัวอาคารประกอบด้วย ตู้ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก จำนวน 24 ตู้ และตู้ปลาขนาดใหญ่ 400 ลูกบาศ์เมตร กว้าง 8 เมตร ยาว 16 เมตร จำนวน 1 ตู้ จุดเด่น คือ อุโมงค์แก้วลอดใต้ตู้ปลาขนาดใหญ่เดินชมได้รอบทิศทาง ในปัจจุบันได้จัดแสดงนิทรรศการเทียนพรรษาร้อยเอ็ด และเครื่องดนตรีโหวด เพิ่มเติมในบริเวณโถงด้านในอาคาร

เปิดให้บริการ อังคาร-อาทิตย์ (ปิดทำการในวันจันทร์) เวลา 08.30-16.30 น.

ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการเข้าชม

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด

ตั้งอยู่ถนนเพลินจิต ใกล้กับโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย อยู่ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เป็นสถานที่จัดแสดงและรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ทุกด้านของจังหวัดร้อยเอ็ด เช่น ด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประเพณีศิลปหัตถกรรมอีสาน สถานที่ท่องเที่ยวแหล่งโบราณสถานจังหวัดร้อยเอ็ด ภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนนำระบบสารสนเทศการทำหุ่นจำลองและฉากต่างๆ เข้ามานำเสนอเรื่องราวทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ทันสมัยที่สุด แห่งหนึ่งของกรมศิลปากร

ค่าบริการ     

ชาวไทย 20 บาท

ชาวต่างชาติ 100 บาท

นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุ ไม่เสียค่าเข้าชม

เปิดบริการ

พุธ – อาทิตย์ (ปิดทำการ จันทร์ – อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 09.00 – 16.00 น.

วัดบูรพาภิราม

ตั้งอยู่ถนนผดุงพานิช เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2540 เดิมชื่อว่า “วัดหัวรอ” เนื่องจากเป็นสถานที่สำหรับรวมแขก เพราะประชาชนในสมัยนั้นนิยมค้าขาย และพาหนะไม่มี การเดินทางส่วนมากค่ำไหนนอนนั่น วัดหัวรอจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องพักแรมคืนแรกของการเดินทางจึงมักจะนัดพบกันที่วัดแห่งนี้ และได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ว่า วัดบูรพา ด้วยเหตุที่ว่าตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของเมือง ในระยะเวลาต่อมาได้เพิ่มนามของวัดเพื่อความเหมาะสมว่า “วัดบูรพาภิราม” มีพระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานพรสูงที่สุดในประเทศไทย และสูงที่สุดในโลก บุด้วยกระเบื้องโมเสกสีเนื้อ แลเห็นเด่นชัด เป็นศิลปะแบบพื้นบ้าน องค์พระรวมฐานแล้วมีความสูงทั้งสิ้น 67.55 เมตร

วัดเหนือ  

ตั้งอยู่ที่ถนนผดุงพาณิชย์ เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวัดที่ปรากฏหลักฐานชุมชนโบราณที่พอชี้ให้เห็นว่า บริเวณนี้น่าจะเคยเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชนโบราณที่มีอายุมากกว่า ๑,๐๐๐ ปี ตามคำกล่าวที่ว่า “วัดเหนือพร้อมบ้าน วัดกลางพร้อมเมือง” นั่นก็เพราะว่าวัดเหนือสร้างขึ้นในตอนที่จังหวัดร้อยเอ็ดยังเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ (บ้านกุ่มฮ้าง) แต่วัดกลางนั้นสร้างขึ้นในตอนที่จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นเมือง “สาเกตุนคร” ที่เจริญรุ่งเรืองแล้ว ภายในวัดยังมีหลักฐานการสร้างวัดที่เก่าแก่ นั่นก็คือ “เสาหินโบราณ” เสาหินต้นนี้พบเมื่อวันที่ ๒๙ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่คุ้มสระฮาง โดยนายบุญช่วย โยธายุทธ์ ตรงบริเวณทางเท้าหน้าบ้านของตนเอง เสาหินโบราณสร้างขึ้นจากหินศิลาแลง รูปทรงแปดเหลี่ยม มีความสูง ๑.๕๐ เมตร บริเวณยอดเสามีลักษณะกลม ที่ฐานของเสามีกลีบบัวคว่ำ บัวหงายเหนือกลีบขึ้นไป มีการจารึกอักษรปัลละวะของอินเดียตอนใต้ ในสมัยคุปตะ ซึ่งตรงกับสมัยทวาราวดีของไทย โดยนักโบราณคดี สันนิษฐานว่าเสาหินต้นนี้อาจเป็นหลักเขตเมืองหรือเขตพุทธสถานมาก่อน 

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

สิม หรือ โบสถ์อีสาน ที่ได้รับอิทธิพลจากล้านช้าง เป็นสิมมหาอุต ลักษณะเตี้ยกว้าง หน้าต่างปิดตาย สิมแห่งนี้ยังมีข้อห้ามไม่ใช้เพศหญิงเข้าไปภายในตามคติความเชื่อเดิม โดยรอบสิมขุดพบใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดี อายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปี กรมศิลปากรทำการขุดขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อทำการบูรณะ จากนั้นก็ยกตั้งไว้บนผิวดินในบริเวณเดิม ด้านหลังสิมมีเจดีย์โบราณ หรือเรียกว่า สถูปทรงบัวเหลี่ยม อายุราว ๑,๓๐๐ ปี สถูปนี้เป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้าอาวาสในสมัยนั้น จึงเรียกกันว่า “พระธาตุยาคู” (ยาคู ในภาษาอีสาน เทียบได้กับตำแหน่งเจ้าอาวาส) จากการสำรวจพบว่าสถูปนี้ชั้นในก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ในสมัยทวารวดี ชั้นนอกเคยบูรณะด้วยอิฐสมัยอยุธยา 

เจดีย์มหามงคลบัว

ตั้งอยู่ ต.หนองแวง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กม. สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของพระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด สำหรับเผยแพร่ธรรมะและปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธาในหลวงตามหาบัว บนพื้นที่ 40 ไร่ เจดีย์แบ่งเป็น 4 ชั้น ชั้นล่างสุด เป็นห้องอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านไทยอีสาน ซึ่งรวบรวมเพลงพื้นบ้านไทยอีสานไว้ เก็บในคอมพิวเตอร์ สามารถขอฟังได้ทุกเพลง ชั้นสอง เป็นห้องสมุด ซึ่งรวบรวมหนังสือธรรมะที่แต่งโดยหลวงตามหาบัวทั้งหมดไว้ มีทั้งสำหรับแจกและสำหรับอ่านในห้องสมุด นอกจากนี้ยังมีห้องฟังธรรมะของหลวงตา ซึ่งรวบรวมเทศน์ของหลวงตาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 จนถึงปัจจุบัน เก็บในคอมพิวเตอร์ สามารถรับฟังได้ทุกกัณฑ์ ชั้นสาม เป็นรูปเหมือนหลวงตาและเป็นที่นั่งภาวนาสำหรับผู้ต้องการความสงบ และชั้นบนสุด เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน รูปเหมือนหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว และหลวงปู่หล้า โดยมีพระอัฐิธาตุของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ให้กราบไหว้

ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด

ตั้งอยู่ อ.ธวัชบุรี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กม. เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ ประกอบด้วย อาคารนิทรรศการหลัก อาคารหอประชุม อาคารท้องฟ้าจำลอง และอาคารปฏิบัติการสื่อ รวมทั้งภูมิสถาปัตย์ภายนอกอาคาร ภายในอาคารมีนิทรรศการจำนวน 11 นิทรรศการ ได้แก่ นิทรรศการโลกล้านปี นิทรรศการวิทยาศาสตร์พื้นฐาน นิทรรศการดาราศาสตร์และอวกาศ นิทรรศการเทคโนโลยีชีวภาพ นิทรรศการขุมทรัพย์แห่งทุ่งกุลา-เกลือสินเธาว์ นิทรรศการพลังงานนิวเคลียร์เพื่ออนาคต นิทรรศการเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ นิทรรศการพลังงานไฟฟ้า นิทรรศการตระหนักรู้ด้านพลังงาน นิทรรศการท่องแดนเอกภพ และนิทรรศการสุขพอดี ชีวิตดีพอ เริ่มต้นวันนี้ที่ตัวคุณ

เปิดให้บริการ 

ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ (ปิดวันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์)

เวลา 09.00-16.00 น.

ค่าบริการ

เข้าชมนิทรรศการ เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท
เข้าชมท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการ 30 บาท
เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ผู้พิการและผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ชมฟรี

เจดีย์หินทราย วัดป่ากุง

          ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีสมเด็จ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 21 กม. เป็นเจดีย์หินทรายธรรมชาติแห่งแรกในประเทศไทย โดยจำลองแบบการก่อสร้างมาจากบุโรพุทโธ เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย 1 ใน 7 สิ่งอัศจรรย์ของโลก ภายในองค์เจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่นำมาจากประเทศอินเดียให้พุทธศานิกชนและนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้บูชาขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล มีความสูง109 เมตร แบ่งเป็น 7 ชั้น

ชั้นที่ 1   เป็นภาพแกะสลักหินทรายเหลืองนูนต่ำเล่าเรื่องราวซึ่งเป็นพระชาติสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมี
ชั้นที่ 2-3 เป็นภาพแกะสลักหินทรายเหลืองนูนต่ำ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติพระพุทธเจ้า
ชั้นที่ 4   ภาพแกะสลักหินทรายเหลืองนูนต่ำรูปชัยมงคลคาถา
ชั้นที่ 5   ผนังทรงกลมฐานรององค์เจดีย์ เป็นภาพสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน  
ชั้นที่ 6   เป็นองค์เจดีย์ราย 8 องค์ และองค์เจดีย์ประธาน 1 องค์

ชั้นที่ 7   ยอดเจดีย์ทองคำ น้ำหนักถึง 101 บาท

เทศกาล ประเพณี

ประเพณีบุญผะเหวด (เดือนมีนาคม)

            บุญผะเหวด หรือที่ภาคกลางเรียกว่า “งานเทศน์มหาชาติ” คือประเพณีการทำบุญครั้งใหญ่ของชาวอีสาน ตรงกับบุญเดือน 4 ตามฮีต 12 สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพื่อระลึกถึงพระเวสสันดรชาดกและการบำเพ็ญมหาทานบารมีของพระพุทธเจ้า

โดยหัวใจสำคัญและรายละเอียดของประเพณีประกอบด้วย

ความหมายและจุดประสงค์

  • ผะเหวด เป็นสำเนียงอีสาน ที่เพี้ยนมาจากคำว่า “พระเวส” (พระเวสสันดร)
  • มีคติความเชื่อว่า หากผู้ใดได้ฟังเทศน์ เรื่องพระเวสสันดรทั้ง 13 กัณฑ์จบในวันเดียว จะได้อานิสงส์มาก และไปเกิดในยุคของพระศรีอาริยเมตไตร
  • มุ่งเน้นความสามัคคี เปิดโอกาสให้ผู้คนมาร่วมทำบุญ และตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหาร เช่น ขนมจีน(ข้าวปุ้น) ให้แก่ผู้มาร่วมงาน

กิจกรรมภายในงาน

            ภายในงานมีกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ ขบวนแห่พระอุปคุตและพระเวสสันดรเข้าเมือง การฟังเทศน์มหาชาติครบ 13 กัณฑ์ การแสดงแสง สี เสียง เรื่องพระเวสสันดรชาดก กิจกรรมทานข้าวปุ้นในสวน และขบวนแห่กัณฑ์จอบ–กัณฑ์หลอนที่สร้างความสนุกสนานและความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

            ประเพณีบุญผะเหวดร้อยเอ็ดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ บริเวณบึงพลาญชัย ถือเป็นหนึ่งในงานบุญที่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่ควรพลาด

ประเพณีสงกรานต์ ถ.ข้าวหอมมะลิ  (เดือนเมษายน)

บรรยากาศสงกรานต์วิถีไทย ณ ถนนข้าวหอมมะลิ บริเวณหน้าบึงพลาญ ใจกลางเมืองร้อยเอ็ด ภายในงานมีกิจกรรมสืบสานประเพณีไทย อาทิ สรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ทำบุญตักบาตร และขบวนแห่สงกรานต์รอบเมือง พร้อมการประกวดอาหารอีสานและกิจกรรมความบันเทิงมากมาย เช่น อุโมงค์น้ำ ปาร์ตี้โฟม และคอนเสิร์ต โดยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายใต้แนวคิด “สงกรานต์ปลอดภัย สุขใจทั้งครอบครัว” ในบรรยากาศปลอดแอลกอฮอล์ ปลอดบุหรี่ และปลอดแป้ง

งานสืบสานตำนานเทียนพรรษา ๑๐๑ (เดือนกรกฏาคม)

จัดขึ้นในวันเข้าพรรษา เพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนา มีไฮไลท์กิจกรรมภายในงานที่น่าสนใจ อาทิ ขบวนแห่เทียนพรรษา
ที่มีการประดับตกแต่งเสลี่ยงต้นเทียนจากคุ้มวัดต่างๆ, พิธีหล่อเทียนพรรษา ร่วมหล่อเทียนพรรษาจำนวน 9  ต้น, นิทรรศการและการสาธิต ชมการแกะสลักเทียนพรรษาโดยศิลปินพื้นบ้าน, การแสดงศิลปวัฒนธรรม ชมการแสดงศิลปะพื้นบ้านและกิจกรรมสืบสานพระพุทธศาสนา โดยจัดขึ้น ณ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด

รำวงหรรษา ออกพรรษา กวนข้าวทิพย์ (เดือนตุลาคม)

จัดขึ้นในวันออกพรรษา ณ บริเวณลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด (หน้าหอโหวด 101) เพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีพุทธศาสนา ซึ่งไฮไลท์ภายในงานที่น่าสนใจ ได้แก่ พิธีกวนข้าวทิพย์ (ข้าวมธุปายาส) เป็นกิจกรรมตามความเชื่อดั้งเดิม มีการเจิมไม้พาย และนำวัตถุดิบ 108 ชนิด มากวนรวมกันเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา, การรำวงย้อนยุค เป็นการแสดงที่ให้ผู้ร่วมงานได้แต่งกายย้อนยุคและร่วมรำวงร่วมกัน, การประกวดประทีปโคมไฟ เป็นกิจกรรมตกแต่งประทีปโคมไฟสวยงามในช่วงเทศกาลออกพรรษา, การประกวดข้าวทิพย์ แข่งขัน และการจัดนิทรรศการแสดงผลงานข้าวทิพย์ของคุ้มวัดต่างๆ

สมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป (เดือนพฤศจิกายน)

เป็นชื่องานประเพณีลอยกระทงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งสืบทอดเอกลักษณ์ทางวัฒธนธรรมของชาวอีสานมาอย่างยาวนาน โดยมีความหมายของชื่อตามภาษาถิ่น แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่

  • สมมาน้ำ          หมายถึง การขอขมาแม่น้ำ
  • คืนเพ็ง            หมายถึง คืนวันเพ็ญ (คืนพระจันทร์เต็มดวงเดือน12)
  • เส็ง                หมายถึง การแข่งขันหรือประกวดประชัน
  • ประทีป           หมายถึง กระทงโคมไฟ
  • งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ บริเวณบึงพลาญชัย โดยมีไฮไลท์สำคัญของงาน ได้แก่ ขบวนอันเชิญพระประทีปพระราชทานลงลอยในบึงพลาญชัย, การแสดงศิลปะวัฒนธรรมสุดตระการตา พร้อมแสดง สี เสียง การประกวดกระทงประทีปใหญ่ และการประกวดกระทงอนุรักษ์ธรรมชาติ, การประกวดรำวงสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป, การลอยกระทงข้าว (รวงข้าวหอมมะลิ) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลก

การแข่งขันสิงโตดอกเหมยนานาชาติ (เดือนพฤศจิกายน)

การแข่งขันสิงโตดอกเหมยนานาชาติ หรือวูซูสิงโตกระโดดเสาดอกเหมย เป็นการแข่งขันเชิดสิงโตบนเสาสูงที่ยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาค จัดขึ้นที่ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด โดยมีรูปแบบการแข่งขันแบ่งออกเป็น ประเภทลีลาบนเสาสูง(เสาดอกเหมย) และประเภทค่ายกล เป็นการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานระดับประเทศ โดยมีทีมคณะสิงโตจากหลากหลายประเทศในเอเชียและทั่วโลกร่วมแข่งขัน ภายในงานยังมีการแสดงเชิดมังกรและศิลปวัฒนธรรมจีน มาสร้างสีสันและความตื่นเต้นให้แก่ผู้ชม เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ที่ชื่นชอบวัฒธรรมไทย-จีนในทุกปี

COUNT DOWN ROI ET TOWER (เดือนธันวาคม)

เป็นงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ณ จุดแลนด์มาร์คใจกลางเมือง หอโหวด 101  ซึ่งมีไฮไลท์ของงานที่น่าสนใจ ได้แก่

  • การประกวดวงโหวดพระราชทาน และการร้องเพลงพร้อมประกวดหางเครื่อง
  • การ Countdown สุดอลังการจาก 101 วินาที
  • การแสดงพลุตระการตาด้วยพลุหลากหลายชุด และการย้อมแสงสีเสียงที่ตัวหอโหวด 101
  • กิจกรรมภายอื่นๆ อาทิ คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง, การออกร้านจำหน่ายสินค้าและบูธกิจกรรมต่างๆ